วันพฤหัสบดีที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

เวียดนามประกาศ ลดค่า'ด่อง' ครั้งที่2รอบ3เดือน
จำทำโดย..นางสาวอภิรดี ไชยนาพงษ์ เลขทะเบียน..4902100369

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 11 ก.พ. ว่า ธนาคารกลางเวียดนาม ประกาศลดค่าเงินด่องเป็นครั้งที่ 2 ในรอบ 3 เดือน ท่ามกลางความวิตกกังวลอย่างกว้างขวางว่าอัตราเงินเฟ้อและการขาดดุลการค้าของ เวียดนามเพิ่มสูงขึ้นทั้งนี้ อัตราแลกเปลี่ยนเงินด่องระหว่างธนาคาร ล่าสุดอยู่ที่ 18,544 ด่องต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนค่าลงร้อยละ 3.4 จากเมื่อวันพุธ อัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ 17,941 ด่องต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ การตัดสินใจลดค่าเงินครั้งนี้ ธนาคารกลางเวียดนามอ้างว่าเพื่อสร้างความสมดุลให้กับอุปสงค์และอุปทานเงินด่ อง และเพิ่มสภาพคล่องในตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ อีกทั้งจะช่วยควบคุมการขาดดุลการค้าและสร้างเสถียรภาพให้กับระบบเศรษฐกิจ มหภาคสำหรับ ปีที่แล้วเวียดนามขาดดุลการค้าต่างประเทศ 12,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (414,800 ล้านบาท)



ที่มา http://www.thairath.co.th/content/eco/64453
ไทยรัฐออนไลน์วันพฤหัสบดีที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2553


คำถาม..

1.อัตราแลกเปลี่ยนเงินด่องอ่อนค่าลงร้อยละเท่าไหร่
2.เพราะเหตุใดธนาคารกลางเวียดนามจึงตัดสินใจลดค่าเงินครั้งนี้
3.อัตราแลกเปลี่ยนเงินด่อง ณ ปัจจุบันอยู่ที่เท่าไหร่ ต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ

วันศุกร์ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2553

ชาวไร่อ้อย เตรียมเสนอ สอน. เพิ่มบทลงโทษ สำหรับผู้ผลิตส่งออก ดอดซื้อน้ำตาลโควตา ก.สำหรับบริโภคในประเทศ เพราะได้สิทธิซื้อโควตา ค. ถือว่าไม่ถูกต้อง...

จัดทำโดย...นางสาวอภิรดี ไชยนาพงษ์ เลขทะเบียน...4902100369

วัน ที่ 21 ม.ค. นายกำธร กิตติโชคทรัพย์ เลขาธิการสหพันธ์ชาวไร่อ้อยแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ชาวไร่อ้อยจะเสนอให้คณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (กอน.) ที่มีนายประเสริฐ ตปนียางกูร เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการอ้อย และน้ำตาลทราย (สอน.) เป็นประธาน พิจารณาหามาตรการ ที่จะเป็นบทลงโทษ ที่เข้มข้น กับกลุ่มผู้ผลิตสินค้า เพื่อการส่งออกที่ใช้สิทธิในการซื้อน้ำตาลทรายโควตา ค. (ทรายขาวส่งออก) ซึ่งเป็นราคาตลาดโลก จะต้องใช้สิทธิดังกล่าวตลอดไป โดยห้ามไม่ให้มาใช้สิทธิซื้อน้ำตาลทรายบริโภคในประเทศ (โควตา ก.)เพื่อป้องกันการขาดแคลนน้ำตาลในประเทศได้ในอนาคต นายกำธร กล่าวอีกว่า สำหรับสาเหตุที่กลุ่มผู้ส่งออกต้องการที่จะหันมาซื้อน้ำตาลโควตา ก.แทนโควตา ค.เนื่องจากราคาน้ำตาลตลาดโลกล่าสุดสูงถึง 750 เหรียญสหรัฐฯต่อตัน หรือคิดเป็นราคาน้ำตาลหน้าโรงงานเ ฉลี่ย 25 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่ราคาหน้าโรงงานของประเทศไทยอยู่ที่ระดับ 19 บาทเท่านั้น ทำให้เกิดการลักลอบส่งออกไปต่างประเทศผ่านกองทัพมด แม้จะมีปริมาณไม่มากนัก แต่สิ่งที่น่ากลัว คือ การที่กลุ่มผู้ส่งออกจะหันมาซื้อโควตา ก. แทนโควตา ค. โดยระเบียบลงโทษที่ผ่านมาของรัฐกำหนดไว้ว่าหากพบว่ามีการไม่ใช้สิทธิซื้อ น้ำตาลโควตา ค.ตามที่แจ้งไว้จะถูกขึ้นบัญชีดำห้ามใช้สิทธิในปีถัดไปเท่านั้น ไม่ได้ห้ามถาวรแต่อย่างใด จึงทำให้กลุ่มผู้ส่งออกเหล่านี้ ไม่กลัวบทลงโทษ เพราะประเมินแล้วว่าราคาน้ำตาลส่งออกยังสูงกว่าในประเทศอีกในปีหน้า

ที่มา..ไทยรัฐออนไลน์ โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ 21 มกราคม 2553, 23:00 น.
http://www.thairath.co.th/content/eco/60293


คำถาม

1.)ทำไมผู้ส่งออกถึงหันมาซื้อน้ำตาลโควตา ก. แทน โควตา ค.?
2.)เพราะเหตุใดผู้ผลิตสินค้า เพื่อการส่งออกที่ใช้สิทธิในการซื้อน้ำตาลทรายโควตา ค.จะต้องใช้สิทธิดังกล่าวตลอดไปโดยห้ามไม่ให้ซื้อน้ำตาลทรายโควตา ก.?
3.)บทลงโทษสำหรับผู้กระทำผิดคือ?

วันพฤหัสบดีที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2553

ธนาคารกรุงไทยออกเงินฝาก KTB 5+ จ่ายดอกเบี้ย 5% ต่อปี

จัดทำโดย นางสาวสุรักษ์ ศรีศักดา เลขทะเบียน 4902100354

ธนาคารกรุงไทยเขย่าตลาดเงินฝาก ออกผลิตภัณฑ์ใหม่ฉลองปีขาล เงินฝาก KTB 5+ จ่ายดอกเบี้ยพิเศษถึงร้อยละ 5% ต่อปี พ่วงซื้อประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ระยะเวลาคุ้มครอง 10 ปี ชำระเบี้ยประกันเพียง 6 ปี รับฝากขั้นต่ำ 50,000 บาท เริ่มวันนี้ถึง 30 มีนาคม 2553

นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ กรรมการผู้จัดการ บมจ.ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยเมื่อวันที่ 4 มกราคมว่า ธนาคารได้ออกผลิตภัณฑ์เงินฝากใหม่ KTB 5+ เพื่อมอบเป็นของขวัญในโอกาสเทศกาลปีใหม่ให้กับลูกค้าและประชาชน ซึ่งเป็นเงินฝากประจำ 3 เดือน จ่ายอัตราดอกเบี้ยถึงร้อยละ 5% ต่อปี ผู้ฝากต้องซื้อประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ 10 EC ของบริษัทกรุงไทย แอกซ่าประกันชีวิตด้วย ซึ่งมีระยะเวลาคุ้มครอง 10 ปี แต่จ่ายเบี้ยประกันเพียง 6 ปี โดยยอดเงินฝากเท่ากับเบี้ยประกันชีวิตที่จ่ายรายปี ขั้นต่ำ 50,000 บาท และทวีคูณ 10,000 บาท คาดว่าจะมีลูกค้าฝากเงินไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท

“ธนาคารออกเงินฝากดังกล่าว เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนเก็บออมและคุ้มครองความมั่นคงของชีวิต สร้างหลักประกันให้กับครอบครัว รวมทั้งสนับสนุนให้ลูกค้าวางแผนออมเงินตั้งแต่ต้นปี ซึ่งนอกจากลูกค้าได้รับดอกเบี้ยในอัตราที่สูงแล้ว ยังได้รับการชดเชยรายวัน เมื่อเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลวันละ 1,000 บาท ได้รับประกันอุบัติเหตุละประกันชีวิตส่วนบุคคล 100,000 บาท รวมทั้งได้รับสิทธิในการลดหย่อนภาษีจากเบี้ยประกันชีวิตได้สูงสุดถึง 100,000 บาทด้วย สามารถฝากเงินได้ที่สาขาของธนาคารเกือบ 880 แห่งทั่วประเทศ ได้จนถึงวันที่ 30 มีนาคมนี้”

นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ กล่าวต่อไปว่า ในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยเงินฝากให้ผลตอบแทนต่ำ ธนาคารได้ออกผลิตภัณฑ์เงินฝากที่ให้ผลตอบแทนสูง เพื่อเพิ่มรายได้และสภาพคล่องให้กับลูกค้ารายย่อย โดยในปีที่ผ่านมา ธนาคารได้ออกเงินฝาก KTB 4+ อัตราดอกเบี้ย 4% ต่อปี เงินฝากกรุงไทยใจดี อัตราดอกเบี้ย 3% ต่อปี เงินฝากกรุงไทย 48 เดือน จ่ายดอกเบี้ย 3.30% ต่อปี และเงินฝากประจำ 3 เดือน อัตราดอกเบี้ย 4% ต่อปี



คำถาม

1. ธนาคารกรุงไทยออกเงินฝากอะไรที่จ่ายดอกเบี้ย 5 %ต่อปี
2. ผู้ฝากต้องซื้อประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ 10 EC ของบริษัทกรุงไทยแอกซ่าประกันชีวิตด้วย ซึ่งมี
ระยะเวลาคุ้มครอง 10 ปี แต่จ่ายเบี้ยประกันกี่ปี
3. KTB 5+ ได้รับสิทธิในการลดหย่อนภาษีจากเบี้ยประกันชีวิตได้สูงสุดเท่าไร

วันพุธที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2553

แนะซื้อประกัน หวั่นตกงาน

จัดทำโดย...นางสาวสุรักษ์ ศรีศักดา เลขทะเบียน..4902100354



กรุงเทพฯ 15 มิ.ย. ? ลูกจ้างเอสเอ็มอีหวั่นตกงานจากพิษน้ำมันแพง เศรษฐกิจทรุด คปภ. แนะทำประกันภัยการว่างงานเพื่อจะได้มีเงินก้อนเป็นทุนทำกิจในอนาคต นางจันทรา บูรณฤกษ์ เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้กลุ่มลูกจ้างและพนักงานออฟฟิศโดยเฉพาะลูกจ้างธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ทั่วประเทศ ได้ถามรายละเอียดกรมธรรม์ประกันภัยคุ้มครองการว่างงาน ผ่านสายด่วนประกันภัย 1186 แต่ละวันจำนวนมาก ซึ่งคงมีเหตุผลมาจากความหวั่นเกรงปัญหาราคาน้ำมัน ที่ถีบตัวรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องและมีโอกาสที่จะทำให้ เจ้าของบริษัท ที่มีสายป่านไม่ยาว และไม่มีเงินทุนพอ โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอีที่มีลูกจ้างในระบบนับหมื่นคนและมีโอกาสตกงานสูงอยู่ในขณะนี้

นางจันทรา กล่าวว่า ขอแนะนำลูกจ้างบริษัทต่าง ๆ ที่คิดว่าอาจถูกเลิกจ้างมาซื้อประกันภัย โดยเฉพาะกรมธรรม์ประกันภัยคุ้มครองการว่างงาน ที่ทางบริษัทประกันภัยเปิดจำหน่ายกรมธรรม์ประเภทนี้ไปก่อนหน้านี้แล้ว โดยมีบริษัทประกันเข้าร่วมโครงการนี้ ถึง 44 บริษัท เช่น บริษัท ไทยพาณิชย์สามัคคีประกันภัย บริษัท กรุงเทพประกันภัย บริษัท กมลประกันภัย และบริษัท วิริยะประกันภัย เป็นต้น

สำหรับรูปแบบกรมธรรม์ประกันภัยคุ้มครองการว่างงานกรณีปิดกิจการและถูกเลิกจ้าง การคิดอัตราเบี้ยประกันการว่างงานอยู่ที่ร้อยละ 2-15 ต่อปีของเงินเดือน โดยมีหลักเกณฑ์การคิดรูปแบบการรับประกันจะพิจารณาตามปัจจัยความเสี่ยงจากลักษณะของธุรกิจที่ผู้เอาประกันเข้าทำงาน แบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มเสี่ยงสูง เช่น ธุรกิจรับจ้างผลิตเพื่อการส่งออก ได้แก่ กลุ่มทอผ้า ผลิตรองเท้า อัตราเบี้ยเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 10-15 กลุ่มเสี่ยงปานกลาง เช่น ธุรกิจผลิตรถยนต์บางแห่ง อัตราเบี้ยเฉลี่ยร้อยละ 6-9 และกลุ่มเสี่ยงต่ำ เช่น ธุรกิจการเงินและธนาคาร อัตราเบี้ยเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 2-5

ส่วนหลักเกณฑ์การจ่ายสินไหมกำหนดวงเงินความคุ้มครองสูงสุดที่ร้อยละ 50 ของเงินเดือน เป็นระยะเวลา 3 เดือน โดยจะจ่ายเงินเป็นก้อนเดียว ซึ่งการรับประกันผู้เอาประกันจะต้องเป็นลูกจ้าง มีฐานเงินเดือนสูงสุดไม่เกิน 50,000 บาท หากฐานเงินเดือนเกินที่กำหนดจะได้รับความคุ้มครองเทียบเท่ากับฐานเงินเดือนสูงสุด และไม่มีข้อจำกัดวงเงินทุนประกัน ซึ่งจะเริ่มต้นตามฐานเงินเดือนแต่ส่วนใหญ่มีอัตราเฉลี่ยอยู่ที่ 6,000-7,000 บาทต่อเดือน ซึ่งแนวทางนี้ ลดผลกระทบให้กับพนักงานหรือลูกจ้างที่กำลังหวั่นวิตกอาจจะถูกเลิกจ้างงาน หากตกงานไปจะมีเงินก้อนที่จะเป็นทุนนำไปประกอบอาชีพอิสระ และมีเงินบางส่วนไปใช้ในการดำรงชีพได้

ที่มา..(สำนักข่าวไทย MCOT)http://www.suretax-accounting.com/articles/economy/82-2008-06-15-05-47-42.html


คำถาม

1.สาเหตุอะไรที่มำให้ลูกจ้างและพนักงานออฟฟิศได้ถามรายละเอียดกรมธรรม์ประกันภัยคุ้มครองการว่างงาน ผ่านสายด่วน
ประกัน ภัย 1186 แต่ละวันจำนวนมาก

2.รูปแบบกรมธรรม์ประกันภัยคุ้มครองการว่างงานกรณีปิดกิจการและถูกเลิกจ้าง การคิดอัตราเบี้ยประกันการว่างงานอยู่ที่
ร้อยละเท่าไร ต่อปี มีหลักเกณฑ์การคิดรูปแบบการรับประกันกี่กลุ่มอะไรบ้าง

3.หลักเกณฑ์การจ่ายสินไหมกำหนดวงเงินความคุ้มครองสูงสุดที่ร้อยละเท่าไรของเงินเดือนเป็นระยะเวลาเท่าไร