วันพฤหัสบดีที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

เวียดนามประกาศ ลดค่า'ด่อง' ครั้งที่2รอบ3เดือน
จำทำโดย..นางสาวอภิรดี ไชยนาพงษ์ เลขทะเบียน..4902100369

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 11 ก.พ. ว่า ธนาคารกลางเวียดนาม ประกาศลดค่าเงินด่องเป็นครั้งที่ 2 ในรอบ 3 เดือน ท่ามกลางความวิตกกังวลอย่างกว้างขวางว่าอัตราเงินเฟ้อและการขาดดุลการค้าของ เวียดนามเพิ่มสูงขึ้นทั้งนี้ อัตราแลกเปลี่ยนเงินด่องระหว่างธนาคาร ล่าสุดอยู่ที่ 18,544 ด่องต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนค่าลงร้อยละ 3.4 จากเมื่อวันพุธ อัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ 17,941 ด่องต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ การตัดสินใจลดค่าเงินครั้งนี้ ธนาคารกลางเวียดนามอ้างว่าเพื่อสร้างความสมดุลให้กับอุปสงค์และอุปทานเงินด่ อง และเพิ่มสภาพคล่องในตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ อีกทั้งจะช่วยควบคุมการขาดดุลการค้าและสร้างเสถียรภาพให้กับระบบเศรษฐกิจ มหภาคสำหรับ ปีที่แล้วเวียดนามขาดดุลการค้าต่างประเทศ 12,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (414,800 ล้านบาท)



ที่มา http://www.thairath.co.th/content/eco/64453
ไทยรัฐออนไลน์วันพฤหัสบดีที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2553


คำถาม..

1.อัตราแลกเปลี่ยนเงินด่องอ่อนค่าลงร้อยละเท่าไหร่
2.เพราะเหตุใดธนาคารกลางเวียดนามจึงตัดสินใจลดค่าเงินครั้งนี้
3.อัตราแลกเปลี่ยนเงินด่อง ณ ปัจจุบันอยู่ที่เท่าไหร่ ต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ

วันศุกร์ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2553

ชาวไร่อ้อย เตรียมเสนอ สอน. เพิ่มบทลงโทษ สำหรับผู้ผลิตส่งออก ดอดซื้อน้ำตาลโควตา ก.สำหรับบริโภคในประเทศ เพราะได้สิทธิซื้อโควตา ค. ถือว่าไม่ถูกต้อง...

จัดทำโดย...นางสาวอภิรดี ไชยนาพงษ์ เลขทะเบียน...4902100369

วัน ที่ 21 ม.ค. นายกำธร กิตติโชคทรัพย์ เลขาธิการสหพันธ์ชาวไร่อ้อยแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ชาวไร่อ้อยจะเสนอให้คณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (กอน.) ที่มีนายประเสริฐ ตปนียางกูร เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการอ้อย และน้ำตาลทราย (สอน.) เป็นประธาน พิจารณาหามาตรการ ที่จะเป็นบทลงโทษ ที่เข้มข้น กับกลุ่มผู้ผลิตสินค้า เพื่อการส่งออกที่ใช้สิทธิในการซื้อน้ำตาลทรายโควตา ค. (ทรายขาวส่งออก) ซึ่งเป็นราคาตลาดโลก จะต้องใช้สิทธิดังกล่าวตลอดไป โดยห้ามไม่ให้มาใช้สิทธิซื้อน้ำตาลทรายบริโภคในประเทศ (โควตา ก.)เพื่อป้องกันการขาดแคลนน้ำตาลในประเทศได้ในอนาคต นายกำธร กล่าวอีกว่า สำหรับสาเหตุที่กลุ่มผู้ส่งออกต้องการที่จะหันมาซื้อน้ำตาลโควตา ก.แทนโควตา ค.เนื่องจากราคาน้ำตาลตลาดโลกล่าสุดสูงถึง 750 เหรียญสหรัฐฯต่อตัน หรือคิดเป็นราคาน้ำตาลหน้าโรงงานเ ฉลี่ย 25 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่ราคาหน้าโรงงานของประเทศไทยอยู่ที่ระดับ 19 บาทเท่านั้น ทำให้เกิดการลักลอบส่งออกไปต่างประเทศผ่านกองทัพมด แม้จะมีปริมาณไม่มากนัก แต่สิ่งที่น่ากลัว คือ การที่กลุ่มผู้ส่งออกจะหันมาซื้อโควตา ก. แทนโควตา ค. โดยระเบียบลงโทษที่ผ่านมาของรัฐกำหนดไว้ว่าหากพบว่ามีการไม่ใช้สิทธิซื้อ น้ำตาลโควตา ค.ตามที่แจ้งไว้จะถูกขึ้นบัญชีดำห้ามใช้สิทธิในปีถัดไปเท่านั้น ไม่ได้ห้ามถาวรแต่อย่างใด จึงทำให้กลุ่มผู้ส่งออกเหล่านี้ ไม่กลัวบทลงโทษ เพราะประเมินแล้วว่าราคาน้ำตาลส่งออกยังสูงกว่าในประเทศอีกในปีหน้า

ที่มา..ไทยรัฐออนไลน์ โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ 21 มกราคม 2553, 23:00 น.
http://www.thairath.co.th/content/eco/60293


คำถาม

1.)ทำไมผู้ส่งออกถึงหันมาซื้อน้ำตาลโควตา ก. แทน โควตา ค.?
2.)เพราะเหตุใดผู้ผลิตสินค้า เพื่อการส่งออกที่ใช้สิทธิในการซื้อน้ำตาลทรายโควตา ค.จะต้องใช้สิทธิดังกล่าวตลอดไปโดยห้ามไม่ให้ซื้อน้ำตาลทรายโควตา ก.?
3.)บทลงโทษสำหรับผู้กระทำผิดคือ?

วันพฤหัสบดีที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2553

ธนาคารกรุงไทยออกเงินฝาก KTB 5+ จ่ายดอกเบี้ย 5% ต่อปี

จัดทำโดย นางสาวสุรักษ์ ศรีศักดา เลขทะเบียน 4902100354

ธนาคารกรุงไทยเขย่าตลาดเงินฝาก ออกผลิตภัณฑ์ใหม่ฉลองปีขาล เงินฝาก KTB 5+ จ่ายดอกเบี้ยพิเศษถึงร้อยละ 5% ต่อปี พ่วงซื้อประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ระยะเวลาคุ้มครอง 10 ปี ชำระเบี้ยประกันเพียง 6 ปี รับฝากขั้นต่ำ 50,000 บาท เริ่มวันนี้ถึง 30 มีนาคม 2553

นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ กรรมการผู้จัดการ บมจ.ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยเมื่อวันที่ 4 มกราคมว่า ธนาคารได้ออกผลิตภัณฑ์เงินฝากใหม่ KTB 5+ เพื่อมอบเป็นของขวัญในโอกาสเทศกาลปีใหม่ให้กับลูกค้าและประชาชน ซึ่งเป็นเงินฝากประจำ 3 เดือน จ่ายอัตราดอกเบี้ยถึงร้อยละ 5% ต่อปี ผู้ฝากต้องซื้อประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ 10 EC ของบริษัทกรุงไทย แอกซ่าประกันชีวิตด้วย ซึ่งมีระยะเวลาคุ้มครอง 10 ปี แต่จ่ายเบี้ยประกันเพียง 6 ปี โดยยอดเงินฝากเท่ากับเบี้ยประกันชีวิตที่จ่ายรายปี ขั้นต่ำ 50,000 บาท และทวีคูณ 10,000 บาท คาดว่าจะมีลูกค้าฝากเงินไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท

“ธนาคารออกเงินฝากดังกล่าว เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนเก็บออมและคุ้มครองความมั่นคงของชีวิต สร้างหลักประกันให้กับครอบครัว รวมทั้งสนับสนุนให้ลูกค้าวางแผนออมเงินตั้งแต่ต้นปี ซึ่งนอกจากลูกค้าได้รับดอกเบี้ยในอัตราที่สูงแล้ว ยังได้รับการชดเชยรายวัน เมื่อเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลวันละ 1,000 บาท ได้รับประกันอุบัติเหตุละประกันชีวิตส่วนบุคคล 100,000 บาท รวมทั้งได้รับสิทธิในการลดหย่อนภาษีจากเบี้ยประกันชีวิตได้สูงสุดถึง 100,000 บาทด้วย สามารถฝากเงินได้ที่สาขาของธนาคารเกือบ 880 แห่งทั่วประเทศ ได้จนถึงวันที่ 30 มีนาคมนี้”

นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ กล่าวต่อไปว่า ในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยเงินฝากให้ผลตอบแทนต่ำ ธนาคารได้ออกผลิตภัณฑ์เงินฝากที่ให้ผลตอบแทนสูง เพื่อเพิ่มรายได้และสภาพคล่องให้กับลูกค้ารายย่อย โดยในปีที่ผ่านมา ธนาคารได้ออกเงินฝาก KTB 4+ อัตราดอกเบี้ย 4% ต่อปี เงินฝากกรุงไทยใจดี อัตราดอกเบี้ย 3% ต่อปี เงินฝากกรุงไทย 48 เดือน จ่ายดอกเบี้ย 3.30% ต่อปี และเงินฝากประจำ 3 เดือน อัตราดอกเบี้ย 4% ต่อปี



คำถาม

1. ธนาคารกรุงไทยออกเงินฝากอะไรที่จ่ายดอกเบี้ย 5 %ต่อปี
2. ผู้ฝากต้องซื้อประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ 10 EC ของบริษัทกรุงไทยแอกซ่าประกันชีวิตด้วย ซึ่งมี
ระยะเวลาคุ้มครอง 10 ปี แต่จ่ายเบี้ยประกันกี่ปี
3. KTB 5+ ได้รับสิทธิในการลดหย่อนภาษีจากเบี้ยประกันชีวิตได้สูงสุดเท่าไร

วันพุธที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2553

แนะซื้อประกัน หวั่นตกงาน

จัดทำโดย...นางสาวสุรักษ์ ศรีศักดา เลขทะเบียน..4902100354



กรุงเทพฯ 15 มิ.ย. ? ลูกจ้างเอสเอ็มอีหวั่นตกงานจากพิษน้ำมันแพง เศรษฐกิจทรุด คปภ. แนะทำประกันภัยการว่างงานเพื่อจะได้มีเงินก้อนเป็นทุนทำกิจในอนาคต นางจันทรา บูรณฤกษ์ เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้กลุ่มลูกจ้างและพนักงานออฟฟิศโดยเฉพาะลูกจ้างธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ทั่วประเทศ ได้ถามรายละเอียดกรมธรรม์ประกันภัยคุ้มครองการว่างงาน ผ่านสายด่วนประกันภัย 1186 แต่ละวันจำนวนมาก ซึ่งคงมีเหตุผลมาจากความหวั่นเกรงปัญหาราคาน้ำมัน ที่ถีบตัวรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องและมีโอกาสที่จะทำให้ เจ้าของบริษัท ที่มีสายป่านไม่ยาว และไม่มีเงินทุนพอ โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอีที่มีลูกจ้างในระบบนับหมื่นคนและมีโอกาสตกงานสูงอยู่ในขณะนี้

นางจันทรา กล่าวว่า ขอแนะนำลูกจ้างบริษัทต่าง ๆ ที่คิดว่าอาจถูกเลิกจ้างมาซื้อประกันภัย โดยเฉพาะกรมธรรม์ประกันภัยคุ้มครองการว่างงาน ที่ทางบริษัทประกันภัยเปิดจำหน่ายกรมธรรม์ประเภทนี้ไปก่อนหน้านี้แล้ว โดยมีบริษัทประกันเข้าร่วมโครงการนี้ ถึง 44 บริษัท เช่น บริษัท ไทยพาณิชย์สามัคคีประกันภัย บริษัท กรุงเทพประกันภัย บริษัท กมลประกันภัย และบริษัท วิริยะประกันภัย เป็นต้น

สำหรับรูปแบบกรมธรรม์ประกันภัยคุ้มครองการว่างงานกรณีปิดกิจการและถูกเลิกจ้าง การคิดอัตราเบี้ยประกันการว่างงานอยู่ที่ร้อยละ 2-15 ต่อปีของเงินเดือน โดยมีหลักเกณฑ์การคิดรูปแบบการรับประกันจะพิจารณาตามปัจจัยความเสี่ยงจากลักษณะของธุรกิจที่ผู้เอาประกันเข้าทำงาน แบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มเสี่ยงสูง เช่น ธุรกิจรับจ้างผลิตเพื่อการส่งออก ได้แก่ กลุ่มทอผ้า ผลิตรองเท้า อัตราเบี้ยเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 10-15 กลุ่มเสี่ยงปานกลาง เช่น ธุรกิจผลิตรถยนต์บางแห่ง อัตราเบี้ยเฉลี่ยร้อยละ 6-9 และกลุ่มเสี่ยงต่ำ เช่น ธุรกิจการเงินและธนาคาร อัตราเบี้ยเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 2-5

ส่วนหลักเกณฑ์การจ่ายสินไหมกำหนดวงเงินความคุ้มครองสูงสุดที่ร้อยละ 50 ของเงินเดือน เป็นระยะเวลา 3 เดือน โดยจะจ่ายเงินเป็นก้อนเดียว ซึ่งการรับประกันผู้เอาประกันจะต้องเป็นลูกจ้าง มีฐานเงินเดือนสูงสุดไม่เกิน 50,000 บาท หากฐานเงินเดือนเกินที่กำหนดจะได้รับความคุ้มครองเทียบเท่ากับฐานเงินเดือนสูงสุด และไม่มีข้อจำกัดวงเงินทุนประกัน ซึ่งจะเริ่มต้นตามฐานเงินเดือนแต่ส่วนใหญ่มีอัตราเฉลี่ยอยู่ที่ 6,000-7,000 บาทต่อเดือน ซึ่งแนวทางนี้ ลดผลกระทบให้กับพนักงานหรือลูกจ้างที่กำลังหวั่นวิตกอาจจะถูกเลิกจ้างงาน หากตกงานไปจะมีเงินก้อนที่จะเป็นทุนนำไปประกอบอาชีพอิสระ และมีเงินบางส่วนไปใช้ในการดำรงชีพได้

ที่มา..(สำนักข่าวไทย MCOT)http://www.suretax-accounting.com/articles/economy/82-2008-06-15-05-47-42.html


คำถาม

1.สาเหตุอะไรที่มำให้ลูกจ้างและพนักงานออฟฟิศได้ถามรายละเอียดกรมธรรม์ประกันภัยคุ้มครองการว่างงาน ผ่านสายด่วน
ประกัน ภัย 1186 แต่ละวันจำนวนมาก

2.รูปแบบกรมธรรม์ประกันภัยคุ้มครองการว่างงานกรณีปิดกิจการและถูกเลิกจ้าง การคิดอัตราเบี้ยประกันการว่างงานอยู่ที่
ร้อยละเท่าไร ต่อปี มีหลักเกณฑ์การคิดรูปแบบการรับประกันกี่กลุ่มอะไรบ้าง

3.หลักเกณฑ์การจ่ายสินไหมกำหนดวงเงินความคุ้มครองสูงสุดที่ร้อยละเท่าไรของเงินเดือนเป็นระยะเวลาเท่าไร

วันพฤหัสบดีที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2552

ธปท. หวั่นเงินทุนทะลักสร้างฟองสบู่

จัดทำโดย..นางสาววารีรัตน์ ศรีอ้อมน้อย 4902100361


ธปท. หวั่นเงินทุนเคลื่อนย้ายทะลัก กดดันบาท / ราคาสินทรัพย์ในประเทศ หลังภาวะการเงินโลกยังคงมีความผันผวน ซึ่งอาจนำไปสู่การเพิ่มสภาพคล่องและการใช้จ่าย จนสร้างความร้อนแรงให้ภาคธุรกิจบางกลุ่ม
"บัณฑิต"แนะทุกฝ่ายดูแลความผันผวนให้อยู่ในระดับที่ไม่เป็นอุปสรรคต่อภาคธุรกิจ พร้อมจี้แบงก์พาณิชย์ดูแลขยายตัวของสินเชื่อไม่กดดันเสถียรภาพศก. คาดสินเชื่อทั้งระบบปี 53 โตเพิ่ม 5-9%

ดร.บัณฑิต นิจถาวร รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยถึงแนวโน้มเศรษฐกิจในปี 2553 ว่า แม้ข้อมูลล่าสุดในไตรมาส 3 ที่ผ่านมาจะชี้ว่า ภาวะเศรษฐกิจโลกได้ปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบจากช่วงต้นปีที่ผ่านมา และมีแนวโน้มจะขยายตัวเป็นบวกในปี 2553 แต่เบื้องต้นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกอาจต้องใช้เวลาที่จะปรับเข้าสู่ภาวะปกติ จากความเปราะบางที่ยังมีอยู่ในหลายด้าน ทั้งอัตราการว่างงานที่สูงถึง 10% ในประเทศสหรัฐอเมริกา ที่อาจเป็นข้อจำกัดในการฟื้นตัวของการใช้จ่ายภาคครัวเรือนในประเทศสหรัฐอเมริกา รวมถึงปัญหาหนี้เสียที่ยังมีอยู่ในสถาบันการเงินในประเทศสหรัฐอเมริกา และยุโรป ซึ่งอาจกระทบต่อความสามารถในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินในประเทศ และปัจจัยการปรับตัวของตลาดอสังหาริมทรัพย์ในหลายประเทศที่ยังมีทิศทางขาลง ซึ่งอาจกระทบต่อความสามารถในการใช้จ่ายในระบบเศรษฐกิจได้ จากปัจจัยข้างต้น จึงอาจส่งผลต่อการฟื้นตัวของกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมหลักอาจไม่เข้มแข็งมากนักในปี 2553 ซึ่งจะเป็นข้อจำกัดต่อการส่งออกของไทย และจะมีผลให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯอาจผันผวนมากขึ้น รวมทั้งจะเป็นปัจจัยกระตุ้นให้มีเงินทุนต่างประเทศไหลเข้ามาในภูมิภาคเอเชีย และในประเทศไทยมากขึ้น เพื่อเข้ามาลงทุนในสินทรัพย์ที่เห็นว่ามีศักยภาพในการเติบโตดีกว่า ซึ่งประเด็นเหล่านี้จะสร้างแรงกดดันต่อค่าเงินบาท และจะสร้างแรงกดดันต่อราคาหลักทรัพย์ในประเทศ ฉะนั้นทุกฝ่ายจะต้องร่วมกันดูแลความผันผวนที่จะเกิดขึ้นให้อยู่ในระดับที่ไม่เป็นอุปสรรคต่อภาคธุรกิจเอกชน โดยภาพรวมในปี 2553 ภาวะการเงินโลกจะยังมีความผันผวน และมีผลกระทบต่อภาวะการเงินภายในประเทศไทย จากความเสี่ยงของเงินทุนเคลื่อนย้ายที่ไหลเข้ามาจะสร้างสภาพคล่อง และการใช้จ่ายที่อาจจะนำไปสู่การสร้างความร้อนแรงให้กับภาคธุรกิจบางกลุ่ม ซึ่งเป็นประเด็นที่จะต้องระมัดระวัง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสี่ยงต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในระยะต่อไป โดยธนาคารพาณิชย์จะต้องทำการบริหารจัดการความเสี่ยงในการดูแลการขยายตัวของสินเชื่อให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมไม่สร้างแรงกดดันต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจมากเกินไป ขณะที่ภาคธุรกิจยังจำเป็นที่จะต้องทำการบริหารจัดการความเสี่ยงอยู่อย่างต่อเนื่อง รองผู้ว่าการกล่าวเพิ่มเติมว่า การปล่อยสินเชื่อมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในปี 2553 หลังจากล่าสุด ณ เดือนตุลาคมมีสัญญาณดีขึ้น โดยสินเชื่อภาคเอกชนขยายตัว 0.2% เทียบจากระยะเดียวกันปีก่อน และขยายตัว 0.4% เทียบจากเดือนก่อนหน้า หลังจากชะลอตัวอย่างต่อเนื่องในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2552 ตามภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอลง น่าจะเป็นปัจจัยสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยให้มีความต่อเนื่องได้ในปีหน้า โดยเบื้องต้นคาดว่าเฉลี่ยทั้งปี 2553 สินเชื่อจะกลับมาขยายตัวเป็นบวกตามการคาดการณ์ของตลาดที่ระดับ 5.0 - 9.0% จากปัจจัยสนับสนุนทั้งในด้านสภาพคล่องในระบบการเงินที่มีอยู่มากกว่า 5 เท่า ของสภาพคล่องที่ต้องดำรงตามกฎหมายกำหนด และจากปัจจัยด้านการแข่งขันปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ที่เพิ่มมากขึ้น "หากสินเชื่อสามารถปรับตัวได้สูงขึ้นต่อเนื่องในปีหน้า ก็น่าจะเป็นอีกปัจจัยสนับสนุนต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยให้ขยายตัวได้ตามเป้าที่ 3.3 - 5.3%" ดร.บัณฑิตกล่าวย้ำ




ที่มาจาก... จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,487 13-16 ธันวาคม พ.ศ. 2552




คำถามท้ายบทความ
1. ข้อมูลล่าสุดในไตรมาส 3 ที่ผ่านมาจะชี้ให้เห็นว่าเศรษฐ์กิจเป็นอย่างไร
2. ความสามารถในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินในประเทศ และปัจจัยการปรับตัวของตลาดอสังหาริมทรัพย์ในหลายประเทศจะมีทิศทางเป็นอย่างไร และมีผลกระทบอย่างไร
3. ปัจจัยสนับสนุนทั้งในด้านสภาพคล่องในระบบการเงินที่มีอยู่กี่เท่า ของอะไร

วันพฤหัสบดีที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2552

ธปท.คาดสินเชื่อปี 53 กลับมาเป็นขาขึ้นโต 5-9%

จัดทำโดย นางสาววารีรัตน์ ศรีอ้อมน้อย เลขทะเบียน 4902100361

กรุงเทพ ฯ 10 ธ.ค. - นายบัณฑิต นิจถาวร รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึงแนวโน้มสินเชื่อปี 2253 ว่า การปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ในปีหน้าจะอยู่ในช่วงขาขึ้นหรือกลับมาเป็นบวกได้ เห็นได้จากตัวเลขยอดการปล่อยสินเชื่อ ล่าสุด เดือน ตุลาคมที่ผ่านมาพบว่า ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.2 เทียบจากระยะเดียวของปีก่อน และ เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน ร้อยละ 0.4 หลังจากที่ 9 เดือนแรกของปีนี้การปล่อยสินเชื่อชะลอตัวลงต่อเนื่อง ตามภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจต่อไป
ทั้งนี้ สินเชื่อจะขยายตัวกลับมาเป็นบวกได้จะจากแรงผลัดดันจาก 3 ปัจจัย คือ 1.สภาพคล่องที่มีมากถึง 5 เท่าของสภาพคล่องที่ต้องดำรง ซึ่งเพียงพอเพื่อธนาคารพาณิชย์ดูแลภาคธุรกิจให้เดินต่อไปได้ 2.ระดับของหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ในขณะนี้ไม่ได้เพิ่มขึ้น ล่าสุด เดือนกันยายน พบว่าเอ็นพีแอลของสถาบันการเงินอยู่ที่ ร้อยละ 5.3 ซึ่งเป็นระดับที่เท่ากับสิ้นปี 2551 ทำให้ธนาคารพาณิชย์มีความพร้อมและมีแรงจูงในที่จะปล่อยสินเชื่อมากขึ้น และ 3.ภาวะจากการแข่งขัน โดยคาดว่าธนาคารพาณิชย์จะเร่งปล่อยสินเชื่อให้กับสินเชื่ออุปโภคบริโภค ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) และสินเชื่อที่เกี่ยวกับการใช้จ่ายของภาครัฐมากขึ้น ซึ่งจะมีส่วนผลักดันให้ธนาคารพาณิชย์เร่งปล่อยสินเชื่อได้ต่อไป
"คาดว่าการปล่อยสินเชื่อในปีหน้าจะเป็นบวกได้ จากปีนี้ทั้งปีที่คาดว่าสินเชื่อจะหดตัว ซึ่งสอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจในปีหน้า และสอดคล้องกับการประเมินของธนาคารพาณิชย์ที่คาดว่าสินเชื่อปี 2553จะเป็นบวกหรือจะขยายตัวได้ร้อยละ 5-9 ด้วย" นายบัณฑิตกล่าว
ส่วนการที่ธนาคารกรุงไทย ได้ออกเงินฝากประจำ 3 เดือน โดยให้อัตราดอกเบี้ย ร้อยละ 4 นั้น สะท้อนว่าบางธนาคารคงเตรียมสภาพคล่องของตนไว้ เพื่อให้เพียงพอที่จะแข่งขันในปีหน้า จากที่คาดกันว่าสินเชื่อจะสามารถเติบโตได้ ตามที่ภาวะเศรษฐกิจที่ปรับตัวดีขึ้น
"ไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจที่จะเห็นบางธนาคารจะมีการแข่งขันออกมาให้ดอกเบี้ยสูง ซึ่งคิดว่าภาวะการแข่งขันระดมเงินฝาก เพื่อเตรียมปล่อยสินเชื่อต่อไป แต่ยังไม่ได้เป็นการส่งสัญญาณว่าดอกเบี้ยจะเริ่มเข้าสู่ขาขึ้น เพราะเป็นการขึ้นดอกเบี้ยเพียงธนาคารเดียวและคิดว่าเป็นช่วงสั้นเท่านั้น" นายบัณฑิต กล่าว .- สำนักข่าวไทยอัพเดตเมื่อ 2009-12-10 12:55:32
คำถาม
1.แนวโน้มสินเชื่อปี 2253 ว่า การปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ในปีหน้าจะอยู่ในช่วงขาขึ้นหรือกลับมาเป็นบวกได้ เห็นได้จากตัวเลขยอดการปล่อยสินเชื่อ ล่าสุด เดือน ตุลาคมที่ผ่านมาพบว่าเกิดอะไรขึ้น
2.สินเชื่อจะขยายตัวกลับมาเป็นบวกได้จะจากแรงผลัดดันจากกี่ปัจจัย อะไรบ้าง
3.ส่วนการที่ธนาคารกรุงไทย ได้ออกเงินฝากประจำ 3 เดือน โดยให้อัตราดอกเบี้ย ร้อยละ 4 นั้น สะท้อนว่าอะไรและเพื่ออะไร

วันจันทร์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

“กรณ์” การันตี “ดูไบเวิลด์” กระทบไทยสิวๆ-ไร้สัญญาณ ศก.ฟองสบู่


จัดทำบทความโดย นางสาวปวีณา โพธิ์บุญปลูก เลขทะเบียน 4902100359 คณะบัญชี


“กรณ์” เผยหลัง 24 ชม.วิกฤต “ดูไบเวิลด์” ประเมินแล้วกระทบไทยน้อยมาก อาจเป็น 0 เหตุมูลหนี้น้อยเมื่อเทียบ “เลห์แมนบราเธอร์ส” ต้นตอวิกฤตการเงินสหรัฐฯ แถมยังมีหลักทรัพย์ค้ำประกันทั่วโลก ขณะรัฐแม่ “อาบูดาบี” พร้อมช่วยเหลือ ส่วนการลงทุนในไทยยังไม่มี ยันไร้สัญญาณฟองสบู่ในไทย แนะจับตาจีนสินเชื่อพุ่ง แต่รัฐบาลสั่งเบรกแล้ว นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวระหว่างเป็นวิทยากรบรรยายเรื่อง “เศรษฐกิจไทยในบริบทเศรษฐกิจโลก” ให้กับผู้เข้าอบรมหลักสูตรผู้บริหารการสื่อสารมวลชนระดับสูง (บสส.) รุ่น 2 ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย เมื่อเวลา 11.00-12.00 น.วันนี้ (28 พ.ย.) ว่า จากกรณีที่ดูไบเวิลด์ กลุ่มธุรกิจของรัฐดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) ประสบปัญหาทางการเงินจนต้องขอพักชำระหนี้เป็นเวลา 6 เดือนนั้น หลังจากติดตามวิเคราะห์สถานการณ์ 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา เชื่อว่า จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยน้อยมาก จนแทบจะเป็น 0 โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับกรณีบริษัท เลห์แมนบราเธอร์ส ของสหรัฐอเมริกาเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งมีปัญหาด้านเงินกู้เหมือนกัน แต่ผลกระทบของปัญหาจะแตกต่างกันมาก เนื่องจาก เลห์แมน บราเธอร์ส มีมูลค่าหนี้ถึง 3 แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ ขณะที่ดูไบเวิลด์ มีหนี้เพียง 6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ เท่านั้น นายกรณ์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ยังมีความแตกต่างในเรื่องของทรัพย์สิน โดย เลห์แมนบราเธอร์ส นั้น มีทรัพย์สินส่วนใหญ่เป็นตราสารหนี้ ซึ่งหาราคาที่แท้จริงได้ยากและมีความผันผวนสูง ขณะที่ดูไบเวิลด์มีอสังหาริมทรัพย์ ตึก โครงการลงทุนต่างๆ ที่มีอยู่ทั่วโลก หากมีปัญหาถึงขั้นจะต้องขายทรัพย์สินแล้ว เมื่อรวมมูลค่าทรัพย์สินที่มีอยู่ก็จะมีมากกว่ากรณีของเลห์แมนบราเธอร์ส สรุปก็คือหลักทรัพย์ค้ำประกันของดูไบเวิลด์นั้นมีมากกกว่า นอกจากนี้ นายกรณ์ กล่าวว่า ดูไบเวิลด์ยังไม่มีการลงทุนในไทย ที่ผ่านมา แม้จะมีข่าว แต่ก็เป็นแค่ราคาคุย ไม่ได้มาลงทุนจริงจัง โดยเมื่อปีที่แล้ว ในช่วง นายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้ชักจูงกลุ่มดูไบเวิลด์มาลงทุนทำแลนด์บริดจ์ (เพื่อเชื่อมการคมนาคมระหว่างฝั่งอันดามันและอ่าวไทยเข้าด้วยกัน) และได้มาคุยกับฝ่ายค้านด้วย ขณะที่คณะรัฐมนตรีรัฐบาลนายสมัครได้มีมติให้ดูไบเวิลด์ทำการศึกษาโครงการดังกล่าว โดยให้เอ็กซคลูซีฟไว้ 6 เดือน หลังจากนั้นจึงมารายงานรัฐบาล ซึ่งเวลาได้ล่วงเลยมาจนถึงรัฐบาลปัจจุบัน จึงมีการรายงาน และพบว่า ผลการศึกษาตื้นเขินมาก เราคิดว่าน่าจะมีข้อมูลอะไรที่ลึกกว่า แต่ปรากฏว่า ไม่มีความแตกต่างจากข้อมูลตอนที่เสนอไว้เมื่อปีก่อนเลย “ความเป็นมืออาชีพของเขายังน้อยกว่าที่เราคาดคิด ทั้งที่จริงผมก็อยากจะเห็นแลนด์บริดจ์เกิดขึ้นเหมือนกัน แต่ว่าจากที่เห็นมา ไม่ได้มีอะไรที่น่าสนใจ” นายกรณ์ กล่าวอีกว่า รัฐดูไบยังมีความแตกต่างจากรัฐอื่นของยูเออี คือ เป็นรัฐที่ค่อนข้างฟู่ฟ่าหวือหวากว่ารัฐอื่น อารมณ์หมั่นไส้จากรัฐอื่นก็มี ที่ผ่านมาอีก 7 รัฐอาจมองว่าดูไบเป็นหนี้เกินตัว และทำในสิ่งที่จะกระทบกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจของ ยูเออีโดยรวมได้ ซึ่งก็เป็นไปตามนั้น และเป็นการประเมินภายใต้เงื่อนไขเศรษฐกิจฟองสบู่ มีการปล่อยสินเชื่อให้โครงการที่มีมูลค่าไม่เพียงพอกับมูลหนี้ แต่ก็ไม่แน่ใจว่าปัญหานี้จะหนักถึงขั้นที่เคยเกิดขึ้นกับเรา (เมื่อปี 2540)หรือไม่ แต่อย่างน้อยเขาก็มีอาบูดาบีที่เป็นรัฐแม่คอยช่วยเหลือ นายกรณ์ ย้ำว่า ขณะนี้ดูไบเวิลด์เพียงแค่ขอพักชำระหนี้เท่านั้น เพียงแต่ว่าข่าวลงนั้นดูหวือหวา ซึ่งจะไม่ส่งผลกระทบถึงเรามากนัก แม้ว่าจะมีผู้รับเหมาจากประเทศไทยไปรับงานที่ดูไบจำนวนหนึ่ง แต่เชื่อว่า โครงการเหล่านั้นคงไม่ยุติลงเสียทีเดียว เพียงแต่ชะลอไปบ้างเท่านั้น สำหรับโอกาสที่จะเกิดภาวะเศรษฐกิจฟองสบูในไทยนั้น นายกรณ์ กล่าวว่า ยังไม่มี เมื่อวัดจากราคาที่ดิน ราคาอสังหาริมทรัพย์ และราคาหุ้น เมื่อเทียบกับที่เคยขึ้นไปถึง 1,754 จุดตอนเกิดฟองสบู่ รวมถึงความฟุ่มเฟือยในการใช้จ่ายของประชาชน ซึ่งปัจจุบันยังไม่ปรากฏ เนื่องจากเรายังอยู่ในช่วงที่กำลังฟื้นฟู การเมืองก็ยังไม่เอื้ออำนวย การปล่อยสินเชื่อยังไม่เพิ่ม สภาพคล่องยังล้น สินเชื่อของสถาบันการเงินเอกชนยังขยายตัวในอัตราติดลบ ยกเว้นธนาคารของรัฐเท่านั้นที่มียอดปล่อยกู้เพิ่ม เพราะฉะนั้นโอกาสที่จะเกิดฟองสบู่จึงไม่มี ส่วนกรณีที่ราคาคอนโดมีเนียมย่ายใจกลางกรุงเทพฯ มีราคาเพิ่มสูงขึ้นมากนั้น นายกรณ์ กล่าวว่า มีไม่กี่แห่งที่ราคาเพิ่มขึ้นสูง และเป็นโครงการที่จับกลุ่มลูกค้าต่างชาติ ซึ่งลูกค้ากลุ่มนี้ก็ออกไปจากประเทศไทยตั้งแต่ปีที่แล้วที่มีวิกฤติเศรษฐกิจในสหรัฐฯ “อัตราดอกเบี้ย กนง.(คณะกรรมการนโยบายการเงิน) ก็ยังไม่อยู่ในสถานะที่จะปรับขึ้น เนื่องจากเศรษฐกิจเรายังไม่อยู่ในสถานะที่เข้มแข็ง ถ้าจะปรับอย่างมากก็ต้องรอปีหน้าครึ่งปีหลัง” นายกรณ์ กล่าว อย่างไรก็ตาม นายกรณ์ กล่าวว่า ประเทศที่น่าห่วงว่าจะเกิดภาวะฟองสบู่น่าจะเป็นประเทศจีน ซึ่งถือเป็นประเทศในกลุ่มเศรษฐกิจใหม่ (New Economy) ที่จะช่วยดึงภาวะเศรษฐกิจโลกในช่วงที่เศรษฐกิจของประเทศพัฒนาแล้ว (Old Economy) มีปัญหา ซึ่งจีนมีนโยบายให้อัดฉีดสินเชื่อเข้าในระบบเป็นจำนวนมาก จนเพิ่มขึ้น 20-30% เมื่อเทียบกับช่วงต้นปีนี้ และอาจจะส่งผลให้เกิดภาวะฟองสบู่ แต่ล่าสุดรัฐบาลจีนได้มีนโยบายที่จะเบรก เนื่องจากเขาสั่งธนาคารได้ จึงมีการเบรกการปล่อยสินเชื่อและให้ธนาคารเพิ่มทุน เพราะเขามองเห็นว่าคุณภาพสินเชื่ออาจลดลง ขณะที่ราคาทรัพย์สินก็เพิ่มขึ้นมากเกินไปจนอาจเกิดภาวะเศรษฐกิจฟองสบู่
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 28 พฤศจิกายน 2552 20:11 น.
คำถาม คือ
1. นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวระหว่างเป็นวิทยากรบรรยายเรื่องอะไร
2. นายกรณ์ กล่าวอีกว่า รัฐดูไบยังมีความแตกต่างจากรัฐอื่นของยูเออี คือ อะไร
3. นายกรณ์ กล่าวว่า ประเทศที่น่าห่วงว่าจะเกิดภาวะฟองสบู่น่าจะเป็นประเทศจีน ซึ่งถือเป็นประเทศในกลุ่มเศรษฐกิจใหม่ (New Economy) ที่จะช่วยดึงภาวะเศรษฐกิจโลกในช่วงที่เศรษฐกิจของประเทศพัฒนาแล้ว (Old Economy) มีปัญหา ซึ่งจีนมีนโยบายอะไร