จัดทำโดย..นางสาววารีรัตน์ ศรีอ้อมน้อย 4902100361
ธปท. หวั่นเงินทุนเคลื่อนย้ายทะลัก กดดันบาท / ราคาสินทรัพย์ในประเทศ หลังภาวะการเงินโลกยังคงมีความผันผวน ซึ่งอาจนำไปสู่การเพิ่มสภาพคล่องและการใช้จ่าย จนสร้างความร้อนแรงให้ภาคธุรกิจบางกลุ่ม
"บัณฑิต"แนะทุกฝ่ายดูแลความผันผวนให้อยู่ในระดับที่ไม่เป็นอุปสรรคต่อภาคธุรกิจ พร้อมจี้แบงก์พาณิชย์ดูแลขยายตัวของสินเชื่อไม่กดดันเสถียรภาพศก. คาดสินเชื่อทั้งระบบปี 53 โตเพิ่ม 5-9%
ดร.บัณฑิต นิจถาวร รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยถึงแนวโน้มเศรษฐกิจในปี 2553 ว่า แม้ข้อมูลล่าสุดในไตรมาส 3 ที่ผ่านมาจะชี้ว่า ภาวะเศรษฐกิจโลกได้ปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบจากช่วงต้นปีที่ผ่านมา และมีแนวโน้มจะขยายตัวเป็นบวกในปี 2553 แต่เบื้องต้นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกอาจต้องใช้เวลาที่จะปรับเข้าสู่ภาวะปกติ จากความเปราะบางที่ยังมีอยู่ในหลายด้าน ทั้งอัตราการว่างงานที่สูงถึง 10% ในประเทศสหรัฐอเมริกา ที่อาจเป็นข้อจำกัดในการฟื้นตัวของการใช้จ่ายภาคครัวเรือนในประเทศสหรัฐอเมริกา รวมถึงปัญหาหนี้เสียที่ยังมีอยู่ในสถาบันการเงินในประเทศสหรัฐอเมริกา และยุโรป ซึ่งอาจกระทบต่อความสามารถในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินในประเทศ และปัจจัยการปรับตัวของตลาดอสังหาริมทรัพย์ในหลายประเทศที่ยังมีทิศทางขาลง ซึ่งอาจกระทบต่อความสามารถในการใช้จ่ายในระบบเศรษฐกิจได้ จากปัจจัยข้างต้น จึงอาจส่งผลต่อการฟื้นตัวของกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมหลักอาจไม่เข้มแข็งมากนักในปี 2553 ซึ่งจะเป็นข้อจำกัดต่อการส่งออกของไทย และจะมีผลให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯอาจผันผวนมากขึ้น รวมทั้งจะเป็นปัจจัยกระตุ้นให้มีเงินทุนต่างประเทศไหลเข้ามาในภูมิภาคเอเชีย และในประเทศไทยมากขึ้น เพื่อเข้ามาลงทุนในสินทรัพย์ที่เห็นว่ามีศักยภาพในการเติบโตดีกว่า ซึ่งประเด็นเหล่านี้จะสร้างแรงกดดันต่อค่าเงินบาท และจะสร้างแรงกดดันต่อราคาหลักทรัพย์ในประเทศ ฉะนั้นทุกฝ่ายจะต้องร่วมกันดูแลความผันผวนที่จะเกิดขึ้นให้อยู่ในระดับที่ไม่เป็นอุปสรรคต่อภาคธุรกิจเอกชน โดยภาพรวมในปี 2553 ภาวะการเงินโลกจะยังมีความผันผวน และมีผลกระทบต่อภาวะการเงินภายในประเทศไทย จากความเสี่ยงของเงินทุนเคลื่อนย้ายที่ไหลเข้ามาจะสร้างสภาพคล่อง และการใช้จ่ายที่อาจจะนำไปสู่การสร้างความร้อนแรงให้กับภาคธุรกิจบางกลุ่ม ซึ่งเป็นประเด็นที่จะต้องระมัดระวัง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสี่ยงต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในระยะต่อไป โดยธนาคารพาณิชย์จะต้องทำการบริหารจัดการความเสี่ยงในการดูแลการขยายตัวของสินเชื่อให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมไม่สร้างแรงกดดันต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจมากเกินไป ขณะที่ภาคธุรกิจยังจำเป็นที่จะต้องทำการบริหารจัดการความเสี่ยงอยู่อย่างต่อเนื่อง รองผู้ว่าการกล่าวเพิ่มเติมว่า การปล่อยสินเชื่อมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในปี 2553 หลังจากล่าสุด ณ เดือนตุลาคมมีสัญญาณดีขึ้น โดยสินเชื่อภาคเอกชนขยายตัว 0.2% เทียบจากระยะเดียวกันปีก่อน และขยายตัว 0.4% เทียบจากเดือนก่อนหน้า หลังจากชะลอตัวอย่างต่อเนื่องในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2552 ตามภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอลง น่าจะเป็นปัจจัยสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยให้มีความต่อเนื่องได้ในปีหน้า โดยเบื้องต้นคาดว่าเฉลี่ยทั้งปี 2553 สินเชื่อจะกลับมาขยายตัวเป็นบวกตามการคาดการณ์ของตลาดที่ระดับ 5.0 - 9.0% จากปัจจัยสนับสนุนทั้งในด้านสภาพคล่องในระบบการเงินที่มีอยู่มากกว่า 5 เท่า ของสภาพคล่องที่ต้องดำรงตามกฎหมายกำหนด และจากปัจจัยด้านการแข่งขันปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ที่เพิ่มมากขึ้น "หากสินเชื่อสามารถปรับตัวได้สูงขึ้นต่อเนื่องในปีหน้า ก็น่าจะเป็นอีกปัจจัยสนับสนุนต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยให้ขยายตัวได้ตามเป้าที่ 3.3 - 5.3%" ดร.บัณฑิตกล่าวย้ำ
ที่มาจาก... จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,487 13-16 ธันวาคม พ.ศ. 2552
คำถามท้ายบทความ
1. ข้อมูลล่าสุดในไตรมาส 3 ที่ผ่านมาจะชี้ให้เห็นว่าเศรษฐ์กิจเป็นอย่างไร
2. ความสามารถในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินในประเทศ และปัจจัยการปรับตัวของตลาดอสังหาริมทรัพย์ในหลายประเทศจะมีทิศทางเป็นอย่างไร และมีผลกระทบอย่างไร
3. ปัจจัยสนับสนุนทั้งในด้านสภาพคล่องในระบบการเงินที่มีอยู่กี่เท่า ของอะไร
วันพฤหัสบดีที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2552
วันพฤหัสบดีที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2552
ธปท.คาดสินเชื่อปี 53 กลับมาเป็นขาขึ้นโต 5-9%
จัดทำโดย นางสาววารีรัตน์ ศรีอ้อมน้อย เลขทะเบียน 4902100361
กรุงเทพ ฯ 10 ธ.ค. - นายบัณฑิต นิจถาวร รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึงแนวโน้มสินเชื่อปี 2253 ว่า การปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ในปีหน้าจะอยู่ในช่วงขาขึ้นหรือกลับมาเป็นบวกได้ เห็นได้จากตัวเลขยอดการปล่อยสินเชื่อ ล่าสุด เดือน ตุลาคมที่ผ่านมาพบว่า ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.2 เทียบจากระยะเดียวของปีก่อน และ เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน ร้อยละ 0.4 หลังจากที่ 9 เดือนแรกของปีนี้การปล่อยสินเชื่อชะลอตัวลงต่อเนื่อง ตามภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจต่อไป
ทั้งนี้ สินเชื่อจะขยายตัวกลับมาเป็นบวกได้จะจากแรงผลัดดันจาก 3 ปัจจัย คือ 1.สภาพคล่องที่มีมากถึง 5 เท่าของสภาพคล่องที่ต้องดำรง ซึ่งเพียงพอเพื่อธนาคารพาณิชย์ดูแลภาคธุรกิจให้เดินต่อไปได้ 2.ระดับของหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ในขณะนี้ไม่ได้เพิ่มขึ้น ล่าสุด เดือนกันยายน พบว่าเอ็นพีแอลของสถาบันการเงินอยู่ที่ ร้อยละ 5.3 ซึ่งเป็นระดับที่เท่ากับสิ้นปี 2551 ทำให้ธนาคารพาณิชย์มีความพร้อมและมีแรงจูงในที่จะปล่อยสินเชื่อมากขึ้น และ 3.ภาวะจากการแข่งขัน โดยคาดว่าธนาคารพาณิชย์จะเร่งปล่อยสินเชื่อให้กับสินเชื่ออุปโภคบริโภค ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) และสินเชื่อที่เกี่ยวกับการใช้จ่ายของภาครัฐมากขึ้น ซึ่งจะมีส่วนผลักดันให้ธนาคารพาณิชย์เร่งปล่อยสินเชื่อได้ต่อไป
"คาดว่าการปล่อยสินเชื่อในปีหน้าจะเป็นบวกได้ จากปีนี้ทั้งปีที่คาดว่าสินเชื่อจะหดตัว ซึ่งสอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจในปีหน้า และสอดคล้องกับการประเมินของธนาคารพาณิชย์ที่คาดว่าสินเชื่อปี 2553จะเป็นบวกหรือจะขยายตัวได้ร้อยละ 5-9 ด้วย" นายบัณฑิตกล่าว
ส่วนการที่ธนาคารกรุงไทย ได้ออกเงินฝากประจำ 3 เดือน โดยให้อัตราดอกเบี้ย ร้อยละ 4 นั้น สะท้อนว่าบางธนาคารคงเตรียมสภาพคล่องของตนไว้ เพื่อให้เพียงพอที่จะแข่งขันในปีหน้า จากที่คาดกันว่าสินเชื่อจะสามารถเติบโตได้ ตามที่ภาวะเศรษฐกิจที่ปรับตัวดีขึ้น
"ไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจที่จะเห็นบางธนาคารจะมีการแข่งขันออกมาให้ดอกเบี้ยสูง ซึ่งคิดว่าภาวะการแข่งขันระดมเงินฝาก เพื่อเตรียมปล่อยสินเชื่อต่อไป แต่ยังไม่ได้เป็นการส่งสัญญาณว่าดอกเบี้ยจะเริ่มเข้าสู่ขาขึ้น เพราะเป็นการขึ้นดอกเบี้ยเพียงธนาคารเดียวและคิดว่าเป็นช่วงสั้นเท่านั้น" นายบัณฑิต กล่าว .- สำนักข่าวไทยอัพเดตเมื่อ 2009-12-10 12:55:32
ทั้งนี้ สินเชื่อจะขยายตัวกลับมาเป็นบวกได้จะจากแรงผลัดดันจาก 3 ปัจจัย คือ 1.สภาพคล่องที่มีมากถึง 5 เท่าของสภาพคล่องที่ต้องดำรง ซึ่งเพียงพอเพื่อธนาคารพาณิชย์ดูแลภาคธุรกิจให้เดินต่อไปได้ 2.ระดับของหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ในขณะนี้ไม่ได้เพิ่มขึ้น ล่าสุด เดือนกันยายน พบว่าเอ็นพีแอลของสถาบันการเงินอยู่ที่ ร้อยละ 5.3 ซึ่งเป็นระดับที่เท่ากับสิ้นปี 2551 ทำให้ธนาคารพาณิชย์มีความพร้อมและมีแรงจูงในที่จะปล่อยสินเชื่อมากขึ้น และ 3.ภาวะจากการแข่งขัน โดยคาดว่าธนาคารพาณิชย์จะเร่งปล่อยสินเชื่อให้กับสินเชื่ออุปโภคบริโภค ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) และสินเชื่อที่เกี่ยวกับการใช้จ่ายของภาครัฐมากขึ้น ซึ่งจะมีส่วนผลักดันให้ธนาคารพาณิชย์เร่งปล่อยสินเชื่อได้ต่อไป
"คาดว่าการปล่อยสินเชื่อในปีหน้าจะเป็นบวกได้ จากปีนี้ทั้งปีที่คาดว่าสินเชื่อจะหดตัว ซึ่งสอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจในปีหน้า และสอดคล้องกับการประเมินของธนาคารพาณิชย์ที่คาดว่าสินเชื่อปี 2553จะเป็นบวกหรือจะขยายตัวได้ร้อยละ 5-9 ด้วย" นายบัณฑิตกล่าว
ส่วนการที่ธนาคารกรุงไทย ได้ออกเงินฝากประจำ 3 เดือน โดยให้อัตราดอกเบี้ย ร้อยละ 4 นั้น สะท้อนว่าบางธนาคารคงเตรียมสภาพคล่องของตนไว้ เพื่อให้เพียงพอที่จะแข่งขันในปีหน้า จากที่คาดกันว่าสินเชื่อจะสามารถเติบโตได้ ตามที่ภาวะเศรษฐกิจที่ปรับตัวดีขึ้น
"ไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจที่จะเห็นบางธนาคารจะมีการแข่งขันออกมาให้ดอกเบี้ยสูง ซึ่งคิดว่าภาวะการแข่งขันระดมเงินฝาก เพื่อเตรียมปล่อยสินเชื่อต่อไป แต่ยังไม่ได้เป็นการส่งสัญญาณว่าดอกเบี้ยจะเริ่มเข้าสู่ขาขึ้น เพราะเป็นการขึ้นดอกเบี้ยเพียงธนาคารเดียวและคิดว่าเป็นช่วงสั้นเท่านั้น" นายบัณฑิต กล่าว .- สำนักข่าวไทยอัพเดตเมื่อ 2009-12-10 12:55:32
คำถาม
1.แนวโน้มสินเชื่อปี 2253 ว่า การปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ในปีหน้าจะอยู่ในช่วงขาขึ้นหรือกลับมาเป็นบวกได้ เห็นได้จากตัวเลขยอดการปล่อยสินเชื่อ ล่าสุด เดือน ตุลาคมที่ผ่านมาพบว่าเกิดอะไรขึ้น
2.สินเชื่อจะขยายตัวกลับมาเป็นบวกได้จะจากแรงผลัดดันจากกี่ปัจจัย อะไรบ้าง
3.ส่วนการที่ธนาคารกรุงไทย ได้ออกเงินฝากประจำ 3 เดือน โดยให้อัตราดอกเบี้ย ร้อยละ 4 นั้น สะท้อนว่าอะไรและเพื่ออะไร
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
