วันพฤหัสบดีที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2552

ธปท. หวั่นเงินทุนทะลักสร้างฟองสบู่

จัดทำโดย..นางสาววารีรัตน์ ศรีอ้อมน้อย 4902100361


ธปท. หวั่นเงินทุนเคลื่อนย้ายทะลัก กดดันบาท / ราคาสินทรัพย์ในประเทศ หลังภาวะการเงินโลกยังคงมีความผันผวน ซึ่งอาจนำไปสู่การเพิ่มสภาพคล่องและการใช้จ่าย จนสร้างความร้อนแรงให้ภาคธุรกิจบางกลุ่ม
"บัณฑิต"แนะทุกฝ่ายดูแลความผันผวนให้อยู่ในระดับที่ไม่เป็นอุปสรรคต่อภาคธุรกิจ พร้อมจี้แบงก์พาณิชย์ดูแลขยายตัวของสินเชื่อไม่กดดันเสถียรภาพศก. คาดสินเชื่อทั้งระบบปี 53 โตเพิ่ม 5-9%

ดร.บัณฑิต นิจถาวร รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยถึงแนวโน้มเศรษฐกิจในปี 2553 ว่า แม้ข้อมูลล่าสุดในไตรมาส 3 ที่ผ่านมาจะชี้ว่า ภาวะเศรษฐกิจโลกได้ปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบจากช่วงต้นปีที่ผ่านมา และมีแนวโน้มจะขยายตัวเป็นบวกในปี 2553 แต่เบื้องต้นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกอาจต้องใช้เวลาที่จะปรับเข้าสู่ภาวะปกติ จากความเปราะบางที่ยังมีอยู่ในหลายด้าน ทั้งอัตราการว่างงานที่สูงถึง 10% ในประเทศสหรัฐอเมริกา ที่อาจเป็นข้อจำกัดในการฟื้นตัวของการใช้จ่ายภาคครัวเรือนในประเทศสหรัฐอเมริกา รวมถึงปัญหาหนี้เสียที่ยังมีอยู่ในสถาบันการเงินในประเทศสหรัฐอเมริกา และยุโรป ซึ่งอาจกระทบต่อความสามารถในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินในประเทศ และปัจจัยการปรับตัวของตลาดอสังหาริมทรัพย์ในหลายประเทศที่ยังมีทิศทางขาลง ซึ่งอาจกระทบต่อความสามารถในการใช้จ่ายในระบบเศรษฐกิจได้ จากปัจจัยข้างต้น จึงอาจส่งผลต่อการฟื้นตัวของกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมหลักอาจไม่เข้มแข็งมากนักในปี 2553 ซึ่งจะเป็นข้อจำกัดต่อการส่งออกของไทย และจะมีผลให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯอาจผันผวนมากขึ้น รวมทั้งจะเป็นปัจจัยกระตุ้นให้มีเงินทุนต่างประเทศไหลเข้ามาในภูมิภาคเอเชีย และในประเทศไทยมากขึ้น เพื่อเข้ามาลงทุนในสินทรัพย์ที่เห็นว่ามีศักยภาพในการเติบโตดีกว่า ซึ่งประเด็นเหล่านี้จะสร้างแรงกดดันต่อค่าเงินบาท และจะสร้างแรงกดดันต่อราคาหลักทรัพย์ในประเทศ ฉะนั้นทุกฝ่ายจะต้องร่วมกันดูแลความผันผวนที่จะเกิดขึ้นให้อยู่ในระดับที่ไม่เป็นอุปสรรคต่อภาคธุรกิจเอกชน โดยภาพรวมในปี 2553 ภาวะการเงินโลกจะยังมีความผันผวน และมีผลกระทบต่อภาวะการเงินภายในประเทศไทย จากความเสี่ยงของเงินทุนเคลื่อนย้ายที่ไหลเข้ามาจะสร้างสภาพคล่อง และการใช้จ่ายที่อาจจะนำไปสู่การสร้างความร้อนแรงให้กับภาคธุรกิจบางกลุ่ม ซึ่งเป็นประเด็นที่จะต้องระมัดระวัง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสี่ยงต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในระยะต่อไป โดยธนาคารพาณิชย์จะต้องทำการบริหารจัดการความเสี่ยงในการดูแลการขยายตัวของสินเชื่อให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมไม่สร้างแรงกดดันต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจมากเกินไป ขณะที่ภาคธุรกิจยังจำเป็นที่จะต้องทำการบริหารจัดการความเสี่ยงอยู่อย่างต่อเนื่อง รองผู้ว่าการกล่าวเพิ่มเติมว่า การปล่อยสินเชื่อมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในปี 2553 หลังจากล่าสุด ณ เดือนตุลาคมมีสัญญาณดีขึ้น โดยสินเชื่อภาคเอกชนขยายตัว 0.2% เทียบจากระยะเดียวกันปีก่อน และขยายตัว 0.4% เทียบจากเดือนก่อนหน้า หลังจากชะลอตัวอย่างต่อเนื่องในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2552 ตามภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอลง น่าจะเป็นปัจจัยสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยให้มีความต่อเนื่องได้ในปีหน้า โดยเบื้องต้นคาดว่าเฉลี่ยทั้งปี 2553 สินเชื่อจะกลับมาขยายตัวเป็นบวกตามการคาดการณ์ของตลาดที่ระดับ 5.0 - 9.0% จากปัจจัยสนับสนุนทั้งในด้านสภาพคล่องในระบบการเงินที่มีอยู่มากกว่า 5 เท่า ของสภาพคล่องที่ต้องดำรงตามกฎหมายกำหนด และจากปัจจัยด้านการแข่งขันปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ที่เพิ่มมากขึ้น "หากสินเชื่อสามารถปรับตัวได้สูงขึ้นต่อเนื่องในปีหน้า ก็น่าจะเป็นอีกปัจจัยสนับสนุนต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยให้ขยายตัวได้ตามเป้าที่ 3.3 - 5.3%" ดร.บัณฑิตกล่าวย้ำ




ที่มาจาก... จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,487 13-16 ธันวาคม พ.ศ. 2552




คำถามท้ายบทความ
1. ข้อมูลล่าสุดในไตรมาส 3 ที่ผ่านมาจะชี้ให้เห็นว่าเศรษฐ์กิจเป็นอย่างไร
2. ความสามารถในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินในประเทศ และปัจจัยการปรับตัวของตลาดอสังหาริมทรัพย์ในหลายประเทศจะมีทิศทางเป็นอย่างไร และมีผลกระทบอย่างไร
3. ปัจจัยสนับสนุนทั้งในด้านสภาพคล่องในระบบการเงินที่มีอยู่กี่เท่า ของอะไร

วันพฤหัสบดีที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2552

ธปท.คาดสินเชื่อปี 53 กลับมาเป็นขาขึ้นโต 5-9%

จัดทำโดย นางสาววารีรัตน์ ศรีอ้อมน้อย เลขทะเบียน 4902100361

กรุงเทพ ฯ 10 ธ.ค. - นายบัณฑิต นิจถาวร รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึงแนวโน้มสินเชื่อปี 2253 ว่า การปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ในปีหน้าจะอยู่ในช่วงขาขึ้นหรือกลับมาเป็นบวกได้ เห็นได้จากตัวเลขยอดการปล่อยสินเชื่อ ล่าสุด เดือน ตุลาคมที่ผ่านมาพบว่า ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.2 เทียบจากระยะเดียวของปีก่อน และ เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน ร้อยละ 0.4 หลังจากที่ 9 เดือนแรกของปีนี้การปล่อยสินเชื่อชะลอตัวลงต่อเนื่อง ตามภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจต่อไป
ทั้งนี้ สินเชื่อจะขยายตัวกลับมาเป็นบวกได้จะจากแรงผลัดดันจาก 3 ปัจจัย คือ 1.สภาพคล่องที่มีมากถึง 5 เท่าของสภาพคล่องที่ต้องดำรง ซึ่งเพียงพอเพื่อธนาคารพาณิชย์ดูแลภาคธุรกิจให้เดินต่อไปได้ 2.ระดับของหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ในขณะนี้ไม่ได้เพิ่มขึ้น ล่าสุด เดือนกันยายน พบว่าเอ็นพีแอลของสถาบันการเงินอยู่ที่ ร้อยละ 5.3 ซึ่งเป็นระดับที่เท่ากับสิ้นปี 2551 ทำให้ธนาคารพาณิชย์มีความพร้อมและมีแรงจูงในที่จะปล่อยสินเชื่อมากขึ้น และ 3.ภาวะจากการแข่งขัน โดยคาดว่าธนาคารพาณิชย์จะเร่งปล่อยสินเชื่อให้กับสินเชื่ออุปโภคบริโภค ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) และสินเชื่อที่เกี่ยวกับการใช้จ่ายของภาครัฐมากขึ้น ซึ่งจะมีส่วนผลักดันให้ธนาคารพาณิชย์เร่งปล่อยสินเชื่อได้ต่อไป
"คาดว่าการปล่อยสินเชื่อในปีหน้าจะเป็นบวกได้ จากปีนี้ทั้งปีที่คาดว่าสินเชื่อจะหดตัว ซึ่งสอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจในปีหน้า และสอดคล้องกับการประเมินของธนาคารพาณิชย์ที่คาดว่าสินเชื่อปี 2553จะเป็นบวกหรือจะขยายตัวได้ร้อยละ 5-9 ด้วย" นายบัณฑิตกล่าว
ส่วนการที่ธนาคารกรุงไทย ได้ออกเงินฝากประจำ 3 เดือน โดยให้อัตราดอกเบี้ย ร้อยละ 4 นั้น สะท้อนว่าบางธนาคารคงเตรียมสภาพคล่องของตนไว้ เพื่อให้เพียงพอที่จะแข่งขันในปีหน้า จากที่คาดกันว่าสินเชื่อจะสามารถเติบโตได้ ตามที่ภาวะเศรษฐกิจที่ปรับตัวดีขึ้น
"ไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจที่จะเห็นบางธนาคารจะมีการแข่งขันออกมาให้ดอกเบี้ยสูง ซึ่งคิดว่าภาวะการแข่งขันระดมเงินฝาก เพื่อเตรียมปล่อยสินเชื่อต่อไป แต่ยังไม่ได้เป็นการส่งสัญญาณว่าดอกเบี้ยจะเริ่มเข้าสู่ขาขึ้น เพราะเป็นการขึ้นดอกเบี้ยเพียงธนาคารเดียวและคิดว่าเป็นช่วงสั้นเท่านั้น" นายบัณฑิต กล่าว .- สำนักข่าวไทยอัพเดตเมื่อ 2009-12-10 12:55:32
คำถาม
1.แนวโน้มสินเชื่อปี 2253 ว่า การปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ในปีหน้าจะอยู่ในช่วงขาขึ้นหรือกลับมาเป็นบวกได้ เห็นได้จากตัวเลขยอดการปล่อยสินเชื่อ ล่าสุด เดือน ตุลาคมที่ผ่านมาพบว่าเกิดอะไรขึ้น
2.สินเชื่อจะขยายตัวกลับมาเป็นบวกได้จะจากแรงผลัดดันจากกี่ปัจจัย อะไรบ้าง
3.ส่วนการที่ธนาคารกรุงไทย ได้ออกเงินฝากประจำ 3 เดือน โดยให้อัตราดอกเบี้ย ร้อยละ 4 นั้น สะท้อนว่าอะไรและเพื่ออะไร

วันจันทร์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

“กรณ์” การันตี “ดูไบเวิลด์” กระทบไทยสิวๆ-ไร้สัญญาณ ศก.ฟองสบู่


จัดทำบทความโดย นางสาวปวีณา โพธิ์บุญปลูก เลขทะเบียน 4902100359 คณะบัญชี


“กรณ์” เผยหลัง 24 ชม.วิกฤต “ดูไบเวิลด์” ประเมินแล้วกระทบไทยน้อยมาก อาจเป็น 0 เหตุมูลหนี้น้อยเมื่อเทียบ “เลห์แมนบราเธอร์ส” ต้นตอวิกฤตการเงินสหรัฐฯ แถมยังมีหลักทรัพย์ค้ำประกันทั่วโลก ขณะรัฐแม่ “อาบูดาบี” พร้อมช่วยเหลือ ส่วนการลงทุนในไทยยังไม่มี ยันไร้สัญญาณฟองสบู่ในไทย แนะจับตาจีนสินเชื่อพุ่ง แต่รัฐบาลสั่งเบรกแล้ว นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวระหว่างเป็นวิทยากรบรรยายเรื่อง “เศรษฐกิจไทยในบริบทเศรษฐกิจโลก” ให้กับผู้เข้าอบรมหลักสูตรผู้บริหารการสื่อสารมวลชนระดับสูง (บสส.) รุ่น 2 ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย เมื่อเวลา 11.00-12.00 น.วันนี้ (28 พ.ย.) ว่า จากกรณีที่ดูไบเวิลด์ กลุ่มธุรกิจของรัฐดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) ประสบปัญหาทางการเงินจนต้องขอพักชำระหนี้เป็นเวลา 6 เดือนนั้น หลังจากติดตามวิเคราะห์สถานการณ์ 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา เชื่อว่า จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยน้อยมาก จนแทบจะเป็น 0 โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับกรณีบริษัท เลห์แมนบราเธอร์ส ของสหรัฐอเมริกาเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งมีปัญหาด้านเงินกู้เหมือนกัน แต่ผลกระทบของปัญหาจะแตกต่างกันมาก เนื่องจาก เลห์แมน บราเธอร์ส มีมูลค่าหนี้ถึง 3 แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ ขณะที่ดูไบเวิลด์ มีหนี้เพียง 6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ เท่านั้น นายกรณ์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ยังมีความแตกต่างในเรื่องของทรัพย์สิน โดย เลห์แมนบราเธอร์ส นั้น มีทรัพย์สินส่วนใหญ่เป็นตราสารหนี้ ซึ่งหาราคาที่แท้จริงได้ยากและมีความผันผวนสูง ขณะที่ดูไบเวิลด์มีอสังหาริมทรัพย์ ตึก โครงการลงทุนต่างๆ ที่มีอยู่ทั่วโลก หากมีปัญหาถึงขั้นจะต้องขายทรัพย์สินแล้ว เมื่อรวมมูลค่าทรัพย์สินที่มีอยู่ก็จะมีมากกว่ากรณีของเลห์แมนบราเธอร์ส สรุปก็คือหลักทรัพย์ค้ำประกันของดูไบเวิลด์นั้นมีมากกกว่า นอกจากนี้ นายกรณ์ กล่าวว่า ดูไบเวิลด์ยังไม่มีการลงทุนในไทย ที่ผ่านมา แม้จะมีข่าว แต่ก็เป็นแค่ราคาคุย ไม่ได้มาลงทุนจริงจัง โดยเมื่อปีที่แล้ว ในช่วง นายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้ชักจูงกลุ่มดูไบเวิลด์มาลงทุนทำแลนด์บริดจ์ (เพื่อเชื่อมการคมนาคมระหว่างฝั่งอันดามันและอ่าวไทยเข้าด้วยกัน) และได้มาคุยกับฝ่ายค้านด้วย ขณะที่คณะรัฐมนตรีรัฐบาลนายสมัครได้มีมติให้ดูไบเวิลด์ทำการศึกษาโครงการดังกล่าว โดยให้เอ็กซคลูซีฟไว้ 6 เดือน หลังจากนั้นจึงมารายงานรัฐบาล ซึ่งเวลาได้ล่วงเลยมาจนถึงรัฐบาลปัจจุบัน จึงมีการรายงาน และพบว่า ผลการศึกษาตื้นเขินมาก เราคิดว่าน่าจะมีข้อมูลอะไรที่ลึกกว่า แต่ปรากฏว่า ไม่มีความแตกต่างจากข้อมูลตอนที่เสนอไว้เมื่อปีก่อนเลย “ความเป็นมืออาชีพของเขายังน้อยกว่าที่เราคาดคิด ทั้งที่จริงผมก็อยากจะเห็นแลนด์บริดจ์เกิดขึ้นเหมือนกัน แต่ว่าจากที่เห็นมา ไม่ได้มีอะไรที่น่าสนใจ” นายกรณ์ กล่าวอีกว่า รัฐดูไบยังมีความแตกต่างจากรัฐอื่นของยูเออี คือ เป็นรัฐที่ค่อนข้างฟู่ฟ่าหวือหวากว่ารัฐอื่น อารมณ์หมั่นไส้จากรัฐอื่นก็มี ที่ผ่านมาอีก 7 รัฐอาจมองว่าดูไบเป็นหนี้เกินตัว และทำในสิ่งที่จะกระทบกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจของ ยูเออีโดยรวมได้ ซึ่งก็เป็นไปตามนั้น และเป็นการประเมินภายใต้เงื่อนไขเศรษฐกิจฟองสบู่ มีการปล่อยสินเชื่อให้โครงการที่มีมูลค่าไม่เพียงพอกับมูลหนี้ แต่ก็ไม่แน่ใจว่าปัญหานี้จะหนักถึงขั้นที่เคยเกิดขึ้นกับเรา (เมื่อปี 2540)หรือไม่ แต่อย่างน้อยเขาก็มีอาบูดาบีที่เป็นรัฐแม่คอยช่วยเหลือ นายกรณ์ ย้ำว่า ขณะนี้ดูไบเวิลด์เพียงแค่ขอพักชำระหนี้เท่านั้น เพียงแต่ว่าข่าวลงนั้นดูหวือหวา ซึ่งจะไม่ส่งผลกระทบถึงเรามากนัก แม้ว่าจะมีผู้รับเหมาจากประเทศไทยไปรับงานที่ดูไบจำนวนหนึ่ง แต่เชื่อว่า โครงการเหล่านั้นคงไม่ยุติลงเสียทีเดียว เพียงแต่ชะลอไปบ้างเท่านั้น สำหรับโอกาสที่จะเกิดภาวะเศรษฐกิจฟองสบูในไทยนั้น นายกรณ์ กล่าวว่า ยังไม่มี เมื่อวัดจากราคาที่ดิน ราคาอสังหาริมทรัพย์ และราคาหุ้น เมื่อเทียบกับที่เคยขึ้นไปถึง 1,754 จุดตอนเกิดฟองสบู่ รวมถึงความฟุ่มเฟือยในการใช้จ่ายของประชาชน ซึ่งปัจจุบันยังไม่ปรากฏ เนื่องจากเรายังอยู่ในช่วงที่กำลังฟื้นฟู การเมืองก็ยังไม่เอื้ออำนวย การปล่อยสินเชื่อยังไม่เพิ่ม สภาพคล่องยังล้น สินเชื่อของสถาบันการเงินเอกชนยังขยายตัวในอัตราติดลบ ยกเว้นธนาคารของรัฐเท่านั้นที่มียอดปล่อยกู้เพิ่ม เพราะฉะนั้นโอกาสที่จะเกิดฟองสบู่จึงไม่มี ส่วนกรณีที่ราคาคอนโดมีเนียมย่ายใจกลางกรุงเทพฯ มีราคาเพิ่มสูงขึ้นมากนั้น นายกรณ์ กล่าวว่า มีไม่กี่แห่งที่ราคาเพิ่มขึ้นสูง และเป็นโครงการที่จับกลุ่มลูกค้าต่างชาติ ซึ่งลูกค้ากลุ่มนี้ก็ออกไปจากประเทศไทยตั้งแต่ปีที่แล้วที่มีวิกฤติเศรษฐกิจในสหรัฐฯ “อัตราดอกเบี้ย กนง.(คณะกรรมการนโยบายการเงิน) ก็ยังไม่อยู่ในสถานะที่จะปรับขึ้น เนื่องจากเศรษฐกิจเรายังไม่อยู่ในสถานะที่เข้มแข็ง ถ้าจะปรับอย่างมากก็ต้องรอปีหน้าครึ่งปีหลัง” นายกรณ์ กล่าว อย่างไรก็ตาม นายกรณ์ กล่าวว่า ประเทศที่น่าห่วงว่าจะเกิดภาวะฟองสบู่น่าจะเป็นประเทศจีน ซึ่งถือเป็นประเทศในกลุ่มเศรษฐกิจใหม่ (New Economy) ที่จะช่วยดึงภาวะเศรษฐกิจโลกในช่วงที่เศรษฐกิจของประเทศพัฒนาแล้ว (Old Economy) มีปัญหา ซึ่งจีนมีนโยบายให้อัดฉีดสินเชื่อเข้าในระบบเป็นจำนวนมาก จนเพิ่มขึ้น 20-30% เมื่อเทียบกับช่วงต้นปีนี้ และอาจจะส่งผลให้เกิดภาวะฟองสบู่ แต่ล่าสุดรัฐบาลจีนได้มีนโยบายที่จะเบรก เนื่องจากเขาสั่งธนาคารได้ จึงมีการเบรกการปล่อยสินเชื่อและให้ธนาคารเพิ่มทุน เพราะเขามองเห็นว่าคุณภาพสินเชื่ออาจลดลง ขณะที่ราคาทรัพย์สินก็เพิ่มขึ้นมากเกินไปจนอาจเกิดภาวะเศรษฐกิจฟองสบู่
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 28 พฤศจิกายน 2552 20:11 น.
คำถาม คือ
1. นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวระหว่างเป็นวิทยากรบรรยายเรื่องอะไร
2. นายกรณ์ กล่าวอีกว่า รัฐดูไบยังมีความแตกต่างจากรัฐอื่นของยูเออี คือ อะไร
3. นายกรณ์ กล่าวว่า ประเทศที่น่าห่วงว่าจะเกิดภาวะฟองสบู่น่าจะเป็นประเทศจีน ซึ่งถือเป็นประเทศในกลุ่มเศรษฐกิจใหม่ (New Economy) ที่จะช่วยดึงภาวะเศรษฐกิจโลกในช่วงที่เศรษฐกิจของประเทศพัฒนาแล้ว (Old Economy) มีปัญหา ซึ่งจีนมีนโยบายอะไร

วันเสาร์ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

เงินบาทแตะระดับแข็งค่าสุดในรอบ 17 เดือนก่อนอ่อนแรงลง

จัดทำโดย นางสาวปวีณา โพธิ์บุญปลูก เลขทะเบียน4902100359 คณะบัญชี







กรุงเทพฯ 21 พ.ย.-บริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัดแจ้งว่าตลาดเงินและตลาดอัตราแลกเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นค่อนข้างทรงตัว โดยเงินบาทในประเทศ (Onshore) แตะระดับแข็งค่าสุดในรอบ 17 เดือนก่อนอ่อนแรงลงในช่วงปลายสัปดาห์ เงินบาทปรับตัวขึ้นแตะระดับแข็งค่าสุดในรอบ 17 เดือนในช่วงต้นสัปดาห์เช่นเดียวกับทิศทางของสกุลเงินอื่นๆ ในเอเชีย ท่ามกลางแรงขายเงินดอลลาร์สหรัฐ หลังจากที่แถลงการณ์หลังการประชุมสุดยอดผู้นำเอเปกไม่ได้ระบุถึงอัตราแลกเปลี่ยนที่อิงกับกลไกตลาด
นอกจากนี้ เงินดอลลาร์สหรัฐ ยังมีปัจจัยลบเพิ่มเติมจากการคาดการณ์ว่า อัตราดอกเบี้ยของสหรัฐ จะทรงตัวที่ระดับต่ำต่อไปอีกระยะหนึ่ง อย่างไรก็ตาม แรงซื้อเงินดอลลาร์สหรัฐ เพื่อดูแลเสถียรภาพค่าเงินของธปท. ตลอดจนแรงซื้อคืนเงินดอลลาร์สหรัฐของนักลงทุนที่มีเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางความกังวลว่าธนาคารกลางของหลายๆ ประเทศอาจพิจารณาใช้มาตรการควบคุมเงินทุน หลังจากที่บราซิลประกาศมาตรการภาษีเพิ่มเติมในส่วนของการลงทุนผ่านช่องทาง ADRs ของนักลงทุนต่างชาติ โดยในวันที่ 20 พ.ย. เงินบาทขยับอ่อนค่ามายืนที่ระดับประมาณ 33.22 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ(ตลาดเอเชีย) ตามการปรับตัวลงของตลาดหุ้นไทยซึ่งมีนักลงทุนต่างชาติเป็นผู้ขายสุทธิ เทียบกับระดับ 33.27 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ในวันศุกร์ก่อนหน้านี้ ทั้งนี้ ในสัปดาห์หน้าระหว่างวันที่ 23-27 พฤศจิกายน 2552 ธนาคารพาณิชย์จะมีการทยอยเตรียมสภาพคล่องเพื่อรองรับการเบิกถอนเงินสดของลูกค้าในช่วงสิ้นเดือน ขณะที่ คงจะยังไม่มีปัจจัยอื่นๆ ที่มีผลต่อสภาพคล่องในตลาดเงินอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นน่าจะยังทรงตัวใกล้เคียงระดับร้อยละ 1.25 ส่วนเงินบาทในประเทศอาจเคลื่อนไหวในกรอบ 33.10-33.40 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ส่วนปัจจัยที่ต้องจับตามอง ได้แก่ ปัญหาการเมืองในประเทศ ทิศทางของสกุลเงิน/ตลาดหุ้นในภูมิภาค และสัญญาณการเข้าดูแลเสถียรภาพค่าเงินของธปท.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2009-11-21 10:57:12




คำถาม

1.หลังจากที่บราซิลประกาศมาตรการภาษีเพิ่มเติมในส่วนของการลงทุนผ่านช่องทางใด

2.ในช่วงระหว่างวันที่ 23-27 พฤศจิกายน 2552 ธนาคารพาณิชย์จะมีการทยอยเตรียมสภาพคล่องเพื่ออะไร

3. อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นน่าจะยังทรงตัวใกล้เคียงระดับร้อยละ 1.25 ส่วนเงินบาทในประเทศอาจเคลื่อนไหวในกรอบ 33.10-33.40 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ส่วนปัจจัยที่ต้องจับตามอง ได้แก่ด้านใดบ้าง